อาการปวดระดู
สนับสนุนด้านการวิชาการโดย
รองศาสตราจารย์นายแพทย์สุวิทย์ บุณยะเวชชีวิน
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาการปวดระดู
การปวดระดูเป็นอาการ ไม่ใช่โรค โดยผู้ป่วยมีการปวดท้องน้อยทีมีความสัมพันธ์กับการมีระดู และปัญหาที่พบได้บ่อยมากๆ ของสตรีที่อยู่ในวัยเจริญพันธ์ ซึ่งประมาณการได้ว่าพบได้มากถึงครึ่งหนึ่งของสตรีที่มีประจำเดือนแล้วมีอากรปวดร่วมด้วย และอาจกินยาแก้ปวดหรือทนๆ กันไปแล้วอาการปวดก็จะดีขึ้น อย่างไรก็ตามจะพบได้ร้อยละ 10 ที่จะมีอาการรุนแรงมากจนไม่สามารถทำงานได้ต้องขาดงานส่วนนักเรียนขาดเรียน ทำให้สูญเสียทั้งทรัพยากรบุคคลและค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมหาศาล
การปวดระดูเป็นอาการ ไม่ใช่โรค โดยผู้ป่วยมีการปวดท้องน้อยทีมีความสัมพันธ์กับการมีระดู และปัญหาที่พบได้บ่อยมากๆ ของสตรีที่อยู่ในวัยเจริญพันธ์ ซึ่งประมาณการได้ว่าพบได้มากถึงครึ่งหนึ่งของสตรีที่มีประจำเดือนแล้วมีอากรปวดร่วมด้วย และอาจกินยาแก้ปวดหรือทนๆ กันไปแล้วอาการปวดก็จะดีขึ้น อย่างไรก็ตามจะพบได้ร้อยละ 10 ที่จะมีอาการรุนแรงมากจนไม่สามารถทำงานได้ต้องขาดงานส่วนนักเรียนขาดเรียน ทำให้สูญเสียทั้งทรัพยากรบุคคลและค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมหาศาล
ชนิดของอาการปวดระดู
ในทางแพทย์เราอาจแบ่งอาการปวดระดูเป็น 2 กลุ่ม คือ การปวดระดูชนิดปฐมภูมิและการปวดระดูชนิดทุติยภูมิ ซึ่งมีความแตกต่างพอจำแนกดังนี้
1. การปวดระดูชนิดปฐมภูมิ
1. การปวดระดูชนิดปฐมภูมิ
เป็นอาการปวดท้องน้อยจากการที่มดลูกมีการบีบตัวระหว่างที่มีระดูโดยตรวจไม่พบยาธิสภาพใดๆ หรือรอยโรคภายในอุ้งเชิงกราน โดยสตรีที่มีอาการปวดระดูชนิดนี้จะมีอาการปวดระดูตั้งแต่มีประจำเดือนแรก และอาการปวดอาจดีขึ้นโดยการรับประทานยาแก้ปวด
2. การปวดระดูชนิดทุติยภูมิ
เป็นอาการปวดท้องน้อยระหว่างที่มีระดูซึ่งเกิดจากพยาธิสภาพภายในในอุ้งเชิงกราน โดยสมารถตรวจพบได้จากการตรวจทางคลินิกโดยสตรีที่มีอาการปวดระดูชนิดนี้จะไม่มีอาการปวดระดูในช่วงของการมีประจำเดือนแรกๆโดยจะมีการปวดในช่วงหลังจากมีประจำเดือนมาแล้วระยะหนึ่ง
การปวดระดูชนิดปฐมภูมิ
สาเหตุ
ในระยะหลังเชื่อว่าเกิดจารมีสารพรอสตาแกรนดินในเลือดระดูมีปริมาณมากกว่าปกติ ซึ่งมีผลทำให้มดลูกมีการหดรัดตัวถีขึ้น มีการเพิ่มแรงดันภายในโพรงมดลูก ทำให้มีอาการปวดมากขึ้น นอกจากนี้สารพรอทสตาแกรนดินจะมีผลทำให้เลือดไปเลี้ยงมดลูกลดลง จึงเกิดอาการปวดจากการขาดเลือดได้
อาการ
การปวดระดูชนิดนี้ส่วนใหญ่พบในรอบเดือนที่มีการตกไข่และจะเริ่มมีอาการตั้งแต่วัยรุ่นหลังจากเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกประมาณ6-12 เดือน แต่พออายุมากขึ้นอาการดีขึ้นซึ่งมีลักษณะการปวดท้องจะเป็นแบบปวดเป็นพักๆ โดยมีอาการปวดที่บริเวณท้องน้อย อาจจะมีอาการปวดตั้งแต่เริ่มมีระดู หรือก่อนมีระดูเล็กน้อย อาการมักรุนแรงภายใน 48 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นอาการปวดจะค่อยๆ ลดน้อยลงจนกระทั่งหายไป นอกจากผู้ป่วยอาจมีอารอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การปวดศรีษะ คลื่นไส้ ท้องเสีย หรือถ้าปวดรุนแรงมากจนเป็นลมได้เช่นกัน แพทย์จะให้การวินิจฉัยโดยอาศัยประวัติลักษณะการปวดดังกล่าว ร่วมกับการตรวจภายในซึ่งไม่พบความปกติใดๆ
การรักษา
การรักษา
1. การให้คำปรึกษาแนะนำผู้ป่วยให้เข้าใจ และสร้างความมั่นใจ ในภาวะนี้และผลการรักษา ในบางกรณีการให้คำปรึกษาเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่ให้อาการปวดของผู้ป่วยทุเลาลาได้ 2. ยาแก้ปวดทั่วไป เช่น พาราเซตามอล อาจได้ผลดีในรายที่มีอาการรุนแรงมาก
3. ยาต้นการสร้างสารพรอสตาแกรนดิน ดังที่กล่าวข้างต้นว่าสาเหตุการเกิดอาการปวดมีความสัมพันธ์กับระดับของารพรอสตาแกรนดิน ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 75-85 สามราถตอบสนองต่อการรักษาอาการข้างเคียงที่พบได้ในยากลุ่มนี้คือ ท้องอือ ปวดท้อง คลื่นใส้ ปวดศรีษะ ต่าพร่ามัว ผื่นแพ้ กระเพาะอาหารอักเสบเป็นต้น ข้อห้ามในการใช้ยาชนิดนี้คือ ผู้ป่วยที่เป็นแผลในทางเดินอาหาร หรือรายที่เคยแพ้ยาชนิดนี้แต่ในปัจจุบันนี้มีการใช้ยาต้านการสร้างสารพรอสตาแกรนดินชนิดใหม่ที่สามารถเลือกที่จะยับยั้งน้ำย่อยที่เรียกว่า COX เฉพาะบางตัว (selective COX-2 inhibitor) ซึ่งทำให้ลดการเกิดการอักเสบและหลีกเลี่ยงการเกิดการอักเสบของกระเพาะอาหารได้ ยาในกลุ่มนี้ที่มีในประเทศไทยเช่น Celecoxib
4. การรักษาด้วยยาเม็ดคุมกำเนิด วิธีการรับประทานยาเช่นดียวกับการใช้คุมกำเนิดทั่วไป เชื่อว่าการใช้ยาคุมกำเนิดจะลดการสร้างสารโพรสตาแกรนดิน เหมาะกับสตรีที่ไม่สามารถใช้ยาต้านสร้างสารพรอสตาแกรนดินได้ หรือไม่ได้ผล ผู้ที่ใช้ยาในกลุ่มนี้อาจมีผลข้างเคียงจากยาฮอร์โมนได้
5. การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด เช่น การตัดเส้นประสาทหน้าต่อกระดูกก้นกบ ณ ปัจจุบันไม่นิยมทำกัน เนื่องจากการรักษาด้วยการให้ยามีประสิทธิภาพที่สูงร่วมกับอาจมีอันตรายจากการผ่าตัด และมีโอกาสที่เกิดอาการปวดระดูขึ้นซ้ำอีก

รศ.นพ.สุวิทย์ บุณยะเวชชีวิน








